fbpx

AI เปลี่ยนโลก เปลี่ยนสังคม และเปลี่ยนระบบการศึกษา

3 Point of Issue.

– การถือกำเนิดขึ้นของ AI เริ่มในปี 1956 จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าจากหลายๆวงการได้ร่วมกันทำงานวิจัยเกี่ยวกับ AI ซึ่งมีผู้นำทีมได้แก่ John McCarthy (Dartmouth College), Marvin Minsky (Harvard University), Nathaniel Rochester (IBM) และ Claude Shannon (Bell Telephone Laboratories) จนเกิดมาเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในปัจจับันที่ได้เขย่าให้โลกได้ตระหนักรู้และตื่นตัวถึงศักยภาพ และการทำงานที่อาจเข้ามาแทนที่มนุษย์ในไม่ช้า
– บทบาทของ AI เปลี่ยนระบบและรูปแบบทางการศึกษา เปลี่ยนวิธีเรียนและเปลี่ยนวิธีสอนอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ทั้งส่วนกลาง สถานศึกษา ผู้เรียนและผู้สอน ต่างต้องปรับตัว โดยที่อนาคตของครูผู้สอนอาจเปลี่ยนไปเป็นผู้ควบคุม AI และ AI เปลี่ยนมาเป็นเสมือนครูผู้สอนแทนก็ว่าได้
– มหาลัยเอกชนชื่อดัง ประกาศชู C+T ในการผนวกเข้ากันระหว่างความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีของสถานศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในช่วงเดือนมิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาให้นักศึกษาเป็นนายเทคโนโลยี ขณะเดียวกันจีนมุ่งปฏิรูปการศึกษาพร้อมบูรณาการเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคนและก้าวขึ้นเป็นผู้นำนวัตกรรมของโลก


AI หรือ Artificial Intelligence เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่จะเปลี่ยนปัจจุบันและอนาคตของโลกจนไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าความอัจฉริยะของมัน เขย่าคนและเขย่าโลก ให้ตื่นตัวต่อการที่ AI จะเข้ามามีบทบาทและอาจแทนที่มนุษย์อย่างเราไม่ช้าก็เร็ว

ภาพที่มนุษย์หลายคนหรือแม้กระทั่งตัวผมเองที่ครั้งหนึ่งเคยวาดฝัน เวลาได้ดูซีรีย์หรือภาพยนต์ที่เกี่ยวกับจักรกล ก็ทำให้เกิดจินตนาการถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับหุ่นยนต์ขึ้นมา และด้วยมันสมองของมนุษย์ที่ชาญฉลาด ต่างร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีในตลอดหลายปี จนเกิดการพัฒนามาให้พวกเราได้ยลโฉม ในฐานะปัญญาประดิษฐ์หรือที่เรียกกันว่า AI

เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนี้ จึงสามารถรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนเเละทำงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อแทนมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม

ชนิดของ AI (Type of Artificial Intelligence) ถูกแบ่งออกเป็น 3 sub field ได้แก่

• ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)
• การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine learning)
• การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning)

แล้ว AI มีกี่ประเภทล่ะเนี่ย…

– ปัญญาประดิษฐ์เชิงแคบ (Narrow AI ) หรือปัญญาประดิษฐ์แบบอ่อน (Weak AI) คือ  AI ที่มีความสามารถเฉพาะทางได้ดีกว่ามนุษย์ในบางเรื่อง อาทิ เช่น AI ที่ช่วยในการผ่าตัด (AI-assisted robotic surgery) ที่อาจจะเชี่ยวชาญเรื่องการผ่าตัดกว่าคุณหมอยุคปัจจุบัน เป็นต้น
– ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (General AI )  : คือ AI ที่มีความสามารถระดับเดียวกับมนุษย์ สามารถทำทุกๆ อย่างที่มนุษย์ทำได้และได้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับมนุษย์
– ปัญญาประดิษฐ์แบบเข้ม (Strong AI ) : คือ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในหลายๆ ด้าน (มีความเป็นไปได้สูงในโลกอนาคต)

โลกของการศึกษาแห่งอนาคตเมื่อ AI เปลี่ยนวิธีเรียนและเปลี่ยนวิธีสอน

ความใกล้ชิดระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์จะมีมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจาก AI จะได้รับความนิยมและถูกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในหลายอาชีพและหลายภาคธุรกิจ และในแง่ของการศึกษาเอง AI ก็จะเข้ามามีบทบามต่อโลกของการศึกษาเช่นเดียวกัน โดยที่ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่เด็กนักเรียนจะได้เรียนกับคุณครูที่เป็นหุ่นยนต์ AI เพราะนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแล้ว ยังช่วยในการเข้าถึงการเรียนรู้ได้มากขึ้น เนื่องจาก…

• AI สามารถลดชั่วโมงการทำงานของผู้สอน เช่น งานทะเบียน งานวัดผล งานประเมิน งานตรวจ งานเอกสารต่างๆ เพราะ AI จะมีความแม่นยำและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้
• ด้วยประสิทธิภาพและมีชั่วโมงการทำงานไม่จำกัด จึงสามารถทดแทนการสอนเวลาที่ครูผู้สอนไม่ว่าง สอนพิเศษแทน และยังสามารถนำ AI มาเป็นศูนย์รวมของ E – learning center
• AI มีศักยภาพในการประมวลผลได้รวดเร็ว จึงเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานที่ในอนาคตครูผู้สอนอาจเปลี่ยนหน้าที่จากการสอนเป็นผู้ควบคุม AI โดยเป็นทั้งผู้ช่วยสอนหรือเสมือนครูผู้สอน

แต่ถึงอย่างไร AI อาจยังไม่สามารถทำหน้าที่สอนแทนครูผู้สอนได้เต็มตัว เนื่องด้วยการสอน ยังต้องมีการคำนึงถึงบรรยากาศในการสอนและอารมณ์ของเด็กผู้เรียน ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ

AI กับการปรับตัวของส่วนกลาง สถานศึกษา ผู้เรียนและผู้สอน

ดร. สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สถานศึกษาจะต้องปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี AI เนื่องจากในปัจจุบัน AI ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษา และเข้ามาทำหน้าที่เสมือนครูผู้สอนในบางสถานศึกษาแล้ว โดยเฉพาะในอนาคตจะมีบทบาทการแทนที่แรงงานในตลาดแรงงาน สถานศึกษาอาจเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ประสานการเรียนรู้แทน โดยมีหลักเกณฑ์ในการประเมินวิเคราะห์ศักยภาพของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผู้สอน เช่นเดียวกันครูผู้สอนเองก็ต้องเปลี่ยนบทบาทของตน สิ่งใดที่เคยไม่รู้ อาจจำเป็นต้องรู้

ม. กรุงเทพฯ : การผนวกกันระหว่างมหาลัยแห่งความคิดสร้างสรรค์กับเทคโนโลยี (มิถุนายน 2019)

ความคิดสร้างสรรค์คืออาวุธทางมันสมองของมนุษย์..แต่เทคโนโลยีคือสิ่งอำนวยความสะดวก

จากงาน ก้าวนำเหนืออนาคตยุดิจิทอล โดย อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ประกาศจุดยืนรับเทรนด์ดิจิทอล ด้วยกระบวนการเรียนการสอนสร้างสรรค์แล้วเติมทักษะให้นักศึกษาทุกคณะ ทุกหลักสูตรจากการเรียนข้ามศาสตร์ ผนวกเข้ากับรายวิชาด้านเทคโนโลยีให้ทุกคนได้เรียนรู้ เพื่อสร้างบัณฑิต ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคดิจิทอล 4.0 และรับกับอาชีพในอนาคต

แนวคิดการออกแบบการเรียนการสอนนี้มีโค้ตว่า C + T หรือ Creativity + Technology ด้วยเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทางมหาลัยจึงเล็งเห็นว่า จะทำอย่างไรให้นักศึกษารุ่นใหม่ มีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีที่จะสามารถนำไปใช้ในอนาคตได้ โดยมีการให้คณาจารย์ในหลายๆคณะ และการเชิญคนข้างนอกทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เข้ามาพูดคุยกันเพื่อหาว่าความรู้ทางเทคโนโลยีด้านใดมีความจำเป็นบ้าง โดยจะใส่เข้าไปใน General education ทำให้เด็กทุกคนจากทุกคณะจะได้เรียน เพื่อที่จะเพิ่มเติม Digital competency อาทิ Coding, AI, Cloud service, Block chain, Mobile app, Big data/Data analytics, 5G, Internet of Things, UX UI , AR VR  ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ที่ไม่จำกัดแค่นักศึกษาที่เรียนวิศวกรรมหรือเรียน IT เท่านั้น

จีนมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีในการปฏิรูปการศึกษา ยกฐานะทางสังคมและก้าวเป็นผู้นำโลก

การพัฒนาของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากการปฏิรูปทางการศึกษาพร้อมพัฒนาเทคโนโลยี เนื่องด้วยประเทศจีน มีประชากรจำนวนมาก และอาจส่งผลให้มีเงินทุนมากมายมหาศาล เนื่องด้วยคนจีนอาศัยและประกอบอาชีพ กระจายตัวอยู่ทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม เงินทุน เป็นเพียงปัจจัยเสริม เพราะเหตุสำคัญในการพัฒนาให้ประเทศจีนในวันนี้ กำลังจะก้าวขึ้นแท่นเป็นผู้นำของโลก ก็คือการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา โดยเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาพร้อมอาศัยเทคโนโลยีจะช่วยยกฐานะทางสังคมและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

แผนการพัฒนานี้จะลากยาวเพื่อก้าวเป็นผู้นำโลกในปี 2573 ซึ่งทุกวันนี้ธุรกิจการศึกษาของจีน ได้มีการเปิดคอร์สสอนเขียนโปรแกรมให้เด็กตั้งแต่วัย 6 ปีขึ้นไป เด็กนักเรียนจะถูกสอนให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานการเขียนโปรแกรม เช่นเดียวกับการเรียนในวิชาทั่วไป โดยเชื่อว่าทักษะการเขียนโปรแกรมคือทักษะแห่งโลกอนาคต รัฐบาลจึงทุ่มทุนกับการลงทุนในการพัฒนาความสามารถของบุคลากรในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์

Squirrel AI

แนวคิดในการก่อตั้ง Squirrel AI เกิดขึ้นในประเทศจีน เนื่องจากต้องการทีที่จะลดชั่วโมงเรียนให้น้อยลง และลดช่องว่างเรื่องความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าถึงบทเรียนเช่นเดียวกันกับนักเรียนในเมืองใหญ่ โดยใช้อัลกอริทึมทำการสร้างบทเรียนให้เหมาะสมกับนักเรียน

การนำปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้กับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน (Adaptive learning) จะทำหน้าที่เพื่อช่วยประเมินนักเรียนหาจุดแข็งและจุดอ่อน จากนั้นระบบจะทำการสอนในเนื้อหาที่ไม่ถนัดและจะทำการสอนในบทเรียนถัดไปเมื่อเข้าใจเนื้อหาเดิมแล้ว แต่ข้อจำกัดของ Squirrel ด้วยเป็นเพียงตัวช่วยในสิ่งที่รู้หรือไม่รู้เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เด็กอยากจะเรียนรู้ หรือเปิดโอกาสให้เด็กผู้เรียนหาวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในแบบของพวกเขา ซึ่ง Squirrel อาจยังไม่ตอบโจทย์ในการที่ทำให้เด็กเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้ของตนหรือกำหนดสิ่งที่พวกเขาต้องการเรียนรู้ได้ Squirrel จึงเป็นเพียงผู้ช่วยในสิ่งที่รู้หรือไม่รู้และเพื่อการสอบให้ได้มาตราฐานเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ คือ ภาพรวมของสถานศึกษาหลายประเทศที่กำลังยกระดับคุณภาพของคน ด้วยการบูรณาการทางการศึกษาให้ตอบโจทย์ยุคสมัยและผนวกคนเข้ากับเทคโนโลยี การศึกษาในยุคในใหม่ อาจไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อการเอาวุฒิการศึกษาอีกต่อไป แต่อาจเป็นการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนอาชีพ และการพัฒนาตนเอง ซึ่งต้องอาศัยนโยบาย แผนพัฒนา และการตื่นตัวของหลายฝ่ายที่ร่วมกันสกัดชุดความรู้ เพื่อการปรับตัวและตั้งมั่นในการเป็นนายเทคโนโลยี ดังนั้น ส่วนกลางจึงต้องมีการเตรียมวิธีการในการวัดประเมินผลและสถานศึกษาก็ต้องมีการปรับตัวไม่น้อย ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ให้มีความเป็นปัจจุบัน อีกทั้งจะต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้เด็กผู้เรียน ได้คุ้นชินกับเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความเป็นปัจจุบันและต่อกระแสโลกที่มีความเป็นพลวัตรที่รวดเร็วอยู่เสมอ


อ้างอิง
(1)https://www.bu.ac.th/th/bu-magazine/view/335/
(2)https://www.thaiprogrammer.org/2018/12/whatisai/
(3)คลิปสัมภาษณ์ AI นวัตกรรมพลิกโลกการศึกษา
(4)iT24Hrs C+T การศึกษายุคใหม่

แสดงความคิดเห็นหน่อย